จัดทำบทความโดย น.ส. จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ 5002100085
เรื่อง ห่วงสัญญาณฟองสบู่
กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% เนื่องจากมองว่าแม้เศรษฐกิจขณะนี้จะปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยการบริโภคภาคเอกชนในหมวดรถยนต์ รายได้จากการท่องเที่ยว การเกษตร และการส่งออก แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวานนอกจากนั้น กนง.มองว่าเงินเฟ้อยังต่ำ แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นนั้น ดังนั้นการเลือกคงระดับอัตราดอกเบี้ยให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จากนั้นค่อยพิจารณาปรับดอกเบี้ยก็ยังไม่สาย
“ถ้าเราถอนแรงกระตุ้นเร็วเกินไป ก็อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดไม่ต่อเนื่อง แต่ถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูง ก็อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ อันตรายต่อเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยแท้จริงยังติดลบเราต้องจับตาเรื่องนี้ใกล้ชิดขึ้น แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักดู แล้วค่อยๆ ทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้น” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินในปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้ว ที่เศรษฐกิจตกต่ำในรอบ 60-70 ปี การดำเนินนโยบายของไทยก็มุ่งบรรเทาผลกระทบ เพื่อฟื้นฟูไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำ ให้สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาการทำมาตรการทางการเงินและการคลัง ก็ทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นได้เร็วกว่าที่คาด
สำหรับปีนี้การดำเนินนโยบายการเงินจะมุ่งเน้นดูแลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ให้ฟื้นตัวได้ยั่งยืน โดยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาครัฐทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้นลง แต่ในการถอนก็ต้องไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่กนง.อาจมีความเห็นให้ดอกเบี้ยขึ้นเร็วหรือช้ากว่าที่ตลาดคาดก็ได้
ขณะที่ธนาคารกลางจีน มีนโยบายการเงินเพิ่มความเข้ม สั่งให้ธนาคารเพิ่มทุนสำรองจากเกณฑ์ปกติอีก 0.5% เพื่อลดสภาพคล่องส่วนเกินในระบบลดลง ให้เศรษฐกิจเข้าสู่สมดุลเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดฟองสบู่ และลดการปล่อยกู้นั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.ได้มีการหารือกันบ้าง และได้นำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาด้วย แต่ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ธปท.ออกนโยบายแบบจีน หรือปรับดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือไม่ ต้องดูให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวว่า เท่าที่ดูขณะนี้ไทยยังไม่จำเป็นต้องรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ในระยะต่อไปก็ต้องพิจารณาด้วย เพราะถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานไป ก็อาจทำให้มีการคาดการณ์เงินเฟ้อข้างหน้าสูงขึ้นได้
ทั้งนี้ โดยการพิจารณาปรับดอกเบี้ยหรือไม่ กนง.จะพิจารณาจากปัจจัย 3 ด้านหลัก คือ 1.เพื่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคาหรืออัตราเงินเฟ้อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นในระยะข้างหน้าจะเปลี่ยนดอกเบี้ยก็ต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย และ 3.ถึงจะมี 2 ปัจจัยข้างต้นแล้ว แต่หากปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำนานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูงมาก ก็อาจทำให้เกิดฟองสบู่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นต้องประเมินเศรษฐกิจเป็นระยะ เพื่อพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้สมดุลกับสถานการณ์ปกติด้วย
ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ในส่วนของภาวะเงินทุนไหลเข้าปีนี้ที่กนง.มองว่าจะมีความผันผวนมากขึ้น และมีแนวโน้มที่เงินทุนจะไหลเข้ามามากขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าห่วง เพราะหากพิจารณาจากปัจจัยของเศรษฐกิจไทยก็ต้องยอมรับว่า มีทั้งปัจจัยที่เอื้อให้เงินทุนไหลเข้ามาเพิ่ม และมีปัจจัยที่ไม่เอื้อด้วย ซึ่งหากดูจากปริมาณเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาในตลาดหุ้นของประเทศในภูมิภาค 6 ประเทศ ที่มีเข้ามาประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา มีไหลเข้ามาในไทยประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และการตัดสินใจไหลเข้ามาต้องดูปัจจัย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมืองด้วย
ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=85228
คำถาม
1. กนง.มีมติคงดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์
2. สาเหตุใดที่ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกและมีนโยบายแก้ไขอย่างไร
3. การพิจารณาว่าจะปรับดอกเบี้ยหรือไม่กนง.จะตอ้งพิจารณาด้านใดบ้าง
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
คำตอบข้อที่1กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25%
ตอบลบคำตอบข้อที่2สาเหตุถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูง
ทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้น
คำตอบข้อที่3จะพิจารณาจากปัจจัย 3 ด้านหลัก คือ 1.เพื่อการรักษา เสถียรภาพด้านราคาหรืออัตราเงินเฟ้อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นในระยะข้างหน้าจะเปลี่ยนดอกเบี้ยก็ต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย และ 3.ถึงจะมี 2 ปัจจัยข้างต้นแล้ว แต่หากปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำนานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูงมาก ก็อาจทำให้เกิดฟองสบู่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นต้องประเมินเศรษฐกิจเป็นระยะ เพื่อพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้สมดุลกับสถานการณ์ปกติด้วย
โดยนางสาวอภิษฎา ยศโต เลขทะเบียน 5002100648
คำตอบข้อที่1.กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25%
ตอบลบคำตอบข้อที่2.สาเหตุถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานๆ ในภาวะที่สภาพคล่อง สูงทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้น
คำตอบข้อที่3.จะพิจารณาจากปัจจัย 3 ด้านหลัก คือ 1.เพื่อการรักษา เสถียรภาพด้านราคาหรืออัตราเงินเฟ้อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นในระยะข้างหน้าจะเปลี่ยนดอกเบี้ยก็ต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย และ 3.ถึงจะมี 2 ปัจจัยข้างต้นแล้ว แต่หากปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำนานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูงมาก ก็อาจทำให้เกิดฟองสบู่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นต้องประเมินเศรษฐกิจเป็นระยะ เพื่อพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้สมดุลกับสถานการณ์ปกติด้วย
โดยนางสาวศิรินภา พรมมีพันธ์ เลขทะเบียน 5002100628
คำตอบ คือ
ตอบลบ1.)กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25%
2.)สาเหตุ คือปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูง
นโยบายในการแก้ไข คือการดำเนินนโยบายการเงินจะมุ่งเน้นดูแลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ให้ฟื้นตัวได้ยั่งยืน โดยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาครัฐทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้นลง แต่ในการถอนก็ต้องไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด
3.)จะพิจารณาจากปัจจัย 3 ด้านหลัก คือ
1.เพื่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคาหรืออัตราเงินเฟ้อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว
2.ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นในระยะข้างหน้าจะเปลี่ยนดอกเบี้ยก็ต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย
3.ถึงจะมี 2 ปัจจัยข้างต้นแล้ว แต่หากปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำนานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูงมาก ก็อาจทำให้เกิดฟองสบู่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นต้องประเมินเศรษฐกิจเป็นระยะ เพื่อพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้สมดุลกับสถานการณ์ปกติด้วย
โดย น.ส.โสรยา ทัศนพันธ์ เลขทะเบียน 4902100474