จัดทำบทความโดย นส.จุฑาภรณ์ แซ่ปึง 5002100006
เรื่อง เอ็มเอฟซีออกMK4S2 ลุยตราสารหนี้ในประเทศ
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังผันผวน ซึ่งเป็นจังหวะที่จะเข้าลงทุนได้ยาก ดังนั้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในตราสารหนี้ นอกเหนือไปจากการลงทุนในหลักทรัพย์ และต้องการโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เอ็มเอฟซีจึงเปิดขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี กาญจนทรัพย์ 4 ซีรี่ส์ 2 หรือ MK4S2 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศที่ผลตอบแทนดีและมั่นคง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนได้ และลงทุนได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 เดือน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนรายย่อยที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย
กองทุนเปิด MK4S2 มีมูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะสั้นสำหรับประชาชนทั่วไป เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนที่ดี เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารทางการเงินที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือออกโดยสถาบันที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ เมื่อครบอายุกองทุน บริษัทจะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด MK4S2 และสับเปลี่ยนอัตโนมัติไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซีพันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความมั่นคงสูง ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยตราสารมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้ถือหน่วยลงทุน
ที่มา http://www.thanonline.com/index.phpoption=com_content&view=article&id=16174:mk4s2-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
คำถาม
1.ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากธนาคาร ควรเลือกลงทุนแบบใด
2.กองทุนเปิด MK4S2 มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
3.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี กาญจนทรัพย์ 4 ซีรี่ส์ 2 หรือ MK4S2 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทใด และต้องเสียภาษีหรือไม่
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ปีทองสินค้าเกษตรขี้นยกแผง
จัดทำบทความโดย นส. อณุภา จิตติพัฒนกุลชัย 5002100095
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น ขณะที่มาตรการของรัฐบาลช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรมาก ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอด คล้องกับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้น 10-20% และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยแต่จะเท่ากับสัด ส่วนของราคาสินค้าเกษตรหรือไม่ยังตอบไม่ได้เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมา คำนวณ
ปัจจุบันราคาหัวมันสำปะหลังสดพุ่งสูงสุดถึง กก.ละ 2.35 บาทแล้ว สูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันไว้ที่ กก.ละ 1.70 บาท เช่นเดียวกับราคายางพาราดิบ ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80 บาทต่อ กก.ส่วนราคาอ้อยก็ปรับเพิ่มสูงกว่าตันละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่ได้ หักลบค่าความหวานหรือซีซีเอส ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก ถึงขนาดที่ว่าชาวนากำลังจับจ้องราคาข้าวเปลือก หอมมะลิเหมือนกับดูราคาทอง ว่าเมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท เมื่อราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินชด เชยในโครงการประกันรายได้เท่ากับที่คาดการณ์ไว้ที่ 44,000 ล้านบาทแน่นอน ส่วนจะเป็นเท่าใดต้องพิจารณา ในรายละเอียดอีกครั้ง
ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 นี้ ขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2.7-3.2% และตลอดทั้งปีจะติดลบไม่ถึง 3% แน่นอน รวมทั้งการส่งออกในเดือน ต.ค.ที่ติดลบน้อยลงมากและจะกลายเป็นบวกในเดือน พ.ย. ประกอบกับการ บริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ ที่จะพุ่งสูงขึ้นมาก ในช่วงงานมอ เตอร์เอ็กซ์โป ตัวเลข การท่องเที่ยวที่พบว่าขณะนี้จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเต็มหมด โดยเฉพาะจากยุโรปที่มีมากกว่า 80%
ขณะเดียวกันแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันก็พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นมากเพราะราคา น้ำมันดิบขณะนี้ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนก็มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทกิจการห้างร้านกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 3 และต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4.
ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=36236
1. สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้เป็นไปในทิศทางใด และรัฐบาลมีมาตรการใดในการช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร
2. สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มอย่างไร
3. ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก เมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลต้องทำอย่างไร
เรื่อง ปีทองสินค้าเกษตรขี้นยกแผง
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น ขณะที่มาตรการของรัฐบาลช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรมาก ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอด คล้องกับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้น 10-20% และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยแต่จะเท่ากับสัด ส่วนของราคาสินค้าเกษตรหรือไม่ยังตอบไม่ได้เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมา คำนวณ
ปัจจุบันราคาหัวมันสำปะหลังสดพุ่งสูงสุดถึง กก.ละ 2.35 บาทแล้ว สูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันไว้ที่ กก.ละ 1.70 บาท เช่นเดียวกับราคายางพาราดิบ ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80 บาทต่อ กก.ส่วนราคาอ้อยก็ปรับเพิ่มสูงกว่าตันละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่ได้ หักลบค่าความหวานหรือซีซีเอส ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก ถึงขนาดที่ว่าชาวนากำลังจับจ้องราคาข้าวเปลือก หอมมะลิเหมือนกับดูราคาทอง ว่าเมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท เมื่อราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินชด เชยในโครงการประกันรายได้เท่ากับที่คาดการณ์ไว้ที่ 44,000 ล้านบาทแน่นอน ส่วนจะเป็นเท่าใดต้องพิจารณา ในรายละเอียดอีกครั้ง
ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 นี้ ขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2.7-3.2% และตลอดทั้งปีจะติดลบไม่ถึง 3% แน่นอน รวมทั้งการส่งออกในเดือน ต.ค.ที่ติดลบน้อยลงมากและจะกลายเป็นบวกในเดือน พ.ย. ประกอบกับการ บริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ ที่จะพุ่งสูงขึ้นมาก ในช่วงงานมอ เตอร์เอ็กซ์โป ตัวเลข การท่องเที่ยวที่พบว่าขณะนี้จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเต็มหมด โดยเฉพาะจากยุโรปที่มีมากกว่า 80%
ขณะเดียวกันแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันก็พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นมากเพราะราคา น้ำมันดิบขณะนี้ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนก็มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทกิจการห้างร้านกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 3 และต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4.
ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=36236
คำถาม
1. สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้เป็นไปในทิศทางใด และรัฐบาลมีมาตรการใดในการช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร
2. สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มอย่างไร
3. ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก เมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลต้องทำอย่างไร
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
FIF ช่องทางการลงทุน ในต่างประเทศ
จัดทำบทความโดย
นางสาว จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ เลขทะเบียน 5002100085
ในปัจจุบันกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) ถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางในการลงทุนที่นักลงทุนให้ความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากกองทุน FIF
เป็นการเปิดโอกาสให้เงินลงทุนของเราสามารถโกอินเตอร์ไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยมีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการลงทุน ซึ่งทำให้เราสามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีความหลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีการเสนอขายอยู่ในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของเรา สำหรับขนาดกองทุน FIF นั้น ณ เดือนพ.ย. 2552 มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 5.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 30.77% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด
สำหรับรูปแบบการบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ
1.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริหารกองทุนด้วยตนเอง โดยนำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ แล้วแต่จะกำหนด เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำ หรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การบริหารกองในรูปแบบนี้ในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ที่สินค้าทางการเงินที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จึงยังไม่ครอบคลุมไปถึงการลงทุนโดยตรงในสินค้าอื่นอีกหลายประเภท เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำและน้ำมัน เป็นต้น
2.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ อีกทอดหนึ่ง (ลักษณะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ) ซึ่งการลงทุนในรูปแบบนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการลงทุนในต่างประเทศมีการกระจายความเสี่ยงไปในสินค้าทางการเงินอื่นๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยบลจ. สามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ แบบ Fund of Funds และ แบบ Feeder Fund
กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Fund of Funds) เป็นการนำเงินไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันหรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ เช่น กองทุนรวม FIF A ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็อาจนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม B ซึ่งเป็นกองหุ้นของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับกองทุนหุ้น C ของประเทศบาห์เรน เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ บลจ.ของไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่ก.ล.ต. กำหนด
กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว (Feeder Fund) ซึ่งเรียกว่า Master Fund เช่น กองทุนรวม FIF X ไปลงทุนในกองทุนรวม Y ที่จัดตั้งในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนรวม Y จะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแลและบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78871
คำถามท้ายบทความ
1 การบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งออกเป็นกี่แบบ
2 กองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ อยู่ภายใต้เกณฑ์ใดที่กำหนด
3 เพราะอะไรนักลงทุนจึงนิยมลงทุนในกองทุน FIF
นางสาว จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ เลขทะเบียน 5002100085
ในปัจจุบันกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) ถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางในการลงทุนที่นักลงทุนให้ความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากกองทุน FIF
เป็นการเปิดโอกาสให้เงินลงทุนของเราสามารถโกอินเตอร์ไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยมีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการลงทุน ซึ่งทำให้เราสามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีความหลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีการเสนอขายอยู่ในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของเรา สำหรับขนาดกองทุน FIF นั้น ณ เดือนพ.ย. 2552 มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 5.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 30.77% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด
สำหรับรูปแบบการบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ
1.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริหารกองทุนด้วยตนเอง โดยนำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ แล้วแต่จะกำหนด เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำ หรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การบริหารกองในรูปแบบนี้ในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ที่สินค้าทางการเงินที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จึงยังไม่ครอบคลุมไปถึงการลงทุนโดยตรงในสินค้าอื่นอีกหลายประเภท เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำและน้ำมัน เป็นต้น
2.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ อีกทอดหนึ่ง (ลักษณะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ) ซึ่งการลงทุนในรูปแบบนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการลงทุนในต่างประเทศมีการกระจายความเสี่ยงไปในสินค้าทางการเงินอื่นๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยบลจ. สามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ แบบ Fund of Funds และ แบบ Feeder Fund
กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Fund of Funds) เป็นการนำเงินไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันหรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ เช่น กองทุนรวม FIF A ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็อาจนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม B ซึ่งเป็นกองหุ้นของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับกองทุนหุ้น C ของประเทศบาห์เรน เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ บลจ.ของไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่ก.ล.ต. กำหนด
กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว (Feeder Fund) ซึ่งเรียกว่า Master Fund เช่น กองทุนรวม FIF X ไปลงทุนในกองทุนรวม Y ที่จัดตั้งในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนรวม Y จะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแลและบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78871
คำถามท้ายบทความ
1 การบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งออกเป็นกี่แบบ
2 กองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ อยู่ภายใต้เกณฑ์ใดที่กำหนด
3 เพราะอะไรนักลงทุนจึงนิยมลงทุนในกองทุน FIF
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ทองคำ...การลงทุนที่น่าสนใจ
จัดทำบทความโดย นางสาว กมลชนก บัญชาดิฐ เลขทะเบียน 5002100296
เรื่อง ทองคำ...การลงทุนที่น่าสนใจ
ปัจจุบัญราคาทองคำแท่งรับซื้อที่ 18,350 บาท ขายออก 18,450 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อ 18,085 บาท ขายออก 18,850 บาท
หากเทียบกับสิ้นปี 2551 นั้น ราคาทองคำโลกล่าสุด เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 33% และราคาทองคำแท่งในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้นมาแล้ว 31% เป็นรองเพียงราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 92% และดัชนีตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น 53%
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับข้อมูลอัตราผลตอบแทนจากราคาทองคำโลกและทองคำแท่งในรูปเงินบาท พบว่า อัตราผลตอบแทนในปีนี้ปรับสูงขึ้นทำสถิติใหม่ที่ระดับ 33% เกินกว่าในปี 2550 ซึ่งอัตราผลตอบแทนของราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 31%
เมื่อมองไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก ภายใต้มุมมองในเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกที่คงจะช่วยหนุนความต้องการทองคำในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันเงินเหรียญสหรัฐก็ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไปอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ตราบใดที่ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าราคาทองคำก็ยังขยับขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากในปีหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคาด รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกและแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ขยายตัวมากนัก อาจส่งผลให้ราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์เผชิญความผันผวนได้
การลงทุนในทองคำจึงน่าจะยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์และสูงกว่าเงินเฟ้อ
สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น การลงทุนในทองคำสามารถทำได้หลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการลงทุนในแต่ละวิธีต่างก็มีข้อดีและ ข้อด้อยที่แตกต่างกัน
ทองรูปพรรณและทองคำแท่ง เดิมทีคนไทยเลือกลงทุนในทองคำผ่านการซื้อทองรูปพรรณเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ และชอบสะสมทองรูปพรรณเพื่อการออมและการสะสมความมั่งคั่งอีกด้วย
ปกติราคาทองรูปพรรณมักจะสูงกว่าราคาทองคำแท่ง เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากค่ากำเหน็จ แต่เมื่อนำทองรูปพรรณไปขายคืนให้กับร้านทอง ผู้ลงทุนอาจถูกหักค่าสึกหรอ เนื่องจากน้ำหนักทองคำที่ลดลงไปบ้างหลังผ่านการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งร้านทองจะตีราคาทองรูปพรรณตามน้ำหนักทองคำที่เหลืออยู่จริง
ต่อมานักลงทุนไทยหันมาให้ความสนใจที่จะลงทุนในทองคำแท่งเพื่อการเก็งกำไรในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนักลงทุนสามารถลงทุนในทองคำแท่งเริ่มต้นตั้งแต่ทองคำน้ำหนัก 50 สตางค์ 1 บาท ไปจนถึง 100 บาท
สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) เป็นตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่ คือ สัญญาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันวันนี้ว่าจะซื้อขาย ณ ราคาที่ตกลงไว้ในอนาคต
การลงทุนในทองคำผ่านตลาด Gold Futures นั้น จะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 66,500 บาท ต่อ 1 สัญญา (Initial Margin คือ เงินวางค้ำประกันเริ่มแรก ประมาณ 10% ของมูลค่าสัญญา) ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในทองคำจริงๆ ที่ผู้ลงทุนต้องจ่ายชำระเงินเต็มจำนวนตามน้ำหนักของทองคำที่ซื้อ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน Gold Futures จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริงให้กับผู้ลงทุน แต่จะใช้วิธีการจ่ายชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นด้วยเงินสด ซึ่งการคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 500 บาท ต่อ 1 สัญญา (1 สัญญา เท่ากับ ทองคำ 50 บาท) แต่หากซื้อขายจำนวนมากต่อวัน ก็จะมีส่วนลดตามขั้นบันได
กลยุทธ์การทำกำไรในสัญญา Gold Futures นั้น นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนได้ทั้งทิศทางราคาทองคำขาขึ้นและทิศทางราคาทองคำขาลง ทำให้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างสม่ำเสมอ โดยหากนักลงทุนขาดทุนมากจนกระทั่งเงินลงทุนต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพที่ระดับ 46,500 บาท ต่อ 1 สัญญา (Maintenance Margin คือ วงเงินที่นักลงทุนจะต้องรักษาระดับเงินในบัญชีไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือ 70% ของ Initial Margin)
นอกจากนี้ หากสถานะ Gold Futures ที่ถือครองอยู่เกิดผลขาดทุนมากจนกระทั่งเงินหลักประกัน (Initial Margin) ลดลงไปต่ำกว่าระดับบังคับปิดสถานะที่ระดับ 19,950 บาท (Force Close) และผู้ลงทุนไม่สามารถฝากเงินเข้ามาภายใน 1 ชั่วโมง ตามที่โบรกเกอร์รายงานไป สัญญา Gold Futures อาจถูกโบรกเกอร์ปิดสถานะเพื่อหยุดผลขาดทุนดังกล่าว
จากโอกาสการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะถัดไป คงจะทำให้การลงทุนในทองคำเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น แต่การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทใดก็ตาม ผู้ลงทุนควรตระหนักถึงอัตราผลตอบแทนที่ตนเองคาดหวังและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ที่มา http://www.jjthai.net/articles/21217 (วันที่ 25 -11-09)
คำถาม
1.นักลงทุนควรลงทุนในตลาดทองคำหรือไม่ เพระเหตุใด
2.ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดทองคำบ้านเรานิยมลงทุนในทองรูปพรรณ หรือทองทำแท่งมากกว่ากัน เนื่องจากอะไร
3.Gold Futures คืออะไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)