วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ทองคำ...การลงทุนที่น่าสนใจ
จัดทำบทความโดย นางสาว กมลชนก บัญชาดิฐ เลขทะเบียน 5002100296
เรื่อง ทองคำ...การลงทุนที่น่าสนใจ
ปัจจุบัญราคาทองคำแท่งรับซื้อที่ 18,350 บาท ขายออก 18,450 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อ 18,085 บาท ขายออก 18,850 บาท
หากเทียบกับสิ้นปี 2551 นั้น ราคาทองคำโลกล่าสุด เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 33% และราคาทองคำแท่งในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้นมาแล้ว 31% เป็นรองเพียงราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 92% และดัชนีตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น 53%
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับข้อมูลอัตราผลตอบแทนจากราคาทองคำโลกและทองคำแท่งในรูปเงินบาท พบว่า อัตราผลตอบแทนในปีนี้ปรับสูงขึ้นทำสถิติใหม่ที่ระดับ 33% เกินกว่าในปี 2550 ซึ่งอัตราผลตอบแทนของราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 31%
เมื่อมองไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก ภายใต้มุมมองในเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกที่คงจะช่วยหนุนความต้องการทองคำในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันเงินเหรียญสหรัฐก็ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไปอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ตราบใดที่ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าราคาทองคำก็ยังขยับขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากในปีหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคาด รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกและแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ขยายตัวมากนัก อาจส่งผลให้ราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์เผชิญความผันผวนได้
การลงทุนในทองคำจึงน่าจะยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์และสูงกว่าเงินเฟ้อ
สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น การลงทุนในทองคำสามารถทำได้หลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการลงทุนในแต่ละวิธีต่างก็มีข้อดีและ ข้อด้อยที่แตกต่างกัน
ทองรูปพรรณและทองคำแท่ง เดิมทีคนไทยเลือกลงทุนในทองคำผ่านการซื้อทองรูปพรรณเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ และชอบสะสมทองรูปพรรณเพื่อการออมและการสะสมความมั่งคั่งอีกด้วย
ปกติราคาทองรูปพรรณมักจะสูงกว่าราคาทองคำแท่ง เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากค่ากำเหน็จ แต่เมื่อนำทองรูปพรรณไปขายคืนให้กับร้านทอง ผู้ลงทุนอาจถูกหักค่าสึกหรอ เนื่องจากน้ำหนักทองคำที่ลดลงไปบ้างหลังผ่านการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งร้านทองจะตีราคาทองรูปพรรณตามน้ำหนักทองคำที่เหลืออยู่จริง
ต่อมานักลงทุนไทยหันมาให้ความสนใจที่จะลงทุนในทองคำแท่งเพื่อการเก็งกำไรในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนักลงทุนสามารถลงทุนในทองคำแท่งเริ่มต้นตั้งแต่ทองคำน้ำหนัก 50 สตางค์ 1 บาท ไปจนถึง 100 บาท
สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) เป็นตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่ คือ สัญญาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันวันนี้ว่าจะซื้อขาย ณ ราคาที่ตกลงไว้ในอนาคต
การลงทุนในทองคำผ่านตลาด Gold Futures นั้น จะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 66,500 บาท ต่อ 1 สัญญา (Initial Margin คือ เงินวางค้ำประกันเริ่มแรก ประมาณ 10% ของมูลค่าสัญญา) ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในทองคำจริงๆ ที่ผู้ลงทุนต้องจ่ายชำระเงินเต็มจำนวนตามน้ำหนักของทองคำที่ซื้อ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน Gold Futures จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริงให้กับผู้ลงทุน แต่จะใช้วิธีการจ่ายชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นด้วยเงินสด ซึ่งการคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 500 บาท ต่อ 1 สัญญา (1 สัญญา เท่ากับ ทองคำ 50 บาท) แต่หากซื้อขายจำนวนมากต่อวัน ก็จะมีส่วนลดตามขั้นบันได
กลยุทธ์การทำกำไรในสัญญา Gold Futures นั้น นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนได้ทั้งทิศทางราคาทองคำขาขึ้นและทิศทางราคาทองคำขาลง ทำให้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างสม่ำเสมอ โดยหากนักลงทุนขาดทุนมากจนกระทั่งเงินลงทุนต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพที่ระดับ 46,500 บาท ต่อ 1 สัญญา (Maintenance Margin คือ วงเงินที่นักลงทุนจะต้องรักษาระดับเงินในบัญชีไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือ 70% ของ Initial Margin)
นอกจากนี้ หากสถานะ Gold Futures ที่ถือครองอยู่เกิดผลขาดทุนมากจนกระทั่งเงินหลักประกัน (Initial Margin) ลดลงไปต่ำกว่าระดับบังคับปิดสถานะที่ระดับ 19,950 บาท (Force Close) และผู้ลงทุนไม่สามารถฝากเงินเข้ามาภายใน 1 ชั่วโมง ตามที่โบรกเกอร์รายงานไป สัญญา Gold Futures อาจถูกโบรกเกอร์ปิดสถานะเพื่อหยุดผลขาดทุนดังกล่าว
จากโอกาสการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะถัดไป คงจะทำให้การลงทุนในทองคำเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น แต่การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทใดก็ตาม ผู้ลงทุนควรตระหนักถึงอัตราผลตอบแทนที่ตนเองคาดหวังและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ที่มา http://www.jjthai.net/articles/21217 (วันที่ 25 -11-09)
คำถาม
1.นักลงทุนควรลงทุนในตลาดทองคำหรือไม่ เพระเหตุใด
2.ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดทองคำบ้านเรานิยมลงทุนในทองรูปพรรณ หรือทองทำแท่งมากกว่ากัน เนื่องจากอะไร
3.Gold Futures คืออะไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)