จัดทำบทความโดย นส.จุฑาภรณ์ แซ่ปึง 5002100006
เรื่อง เอ็มเอฟซีออกMK4S2 ลุยตราสารหนี้ในประเทศ
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังผันผวน ซึ่งเป็นจังหวะที่จะเข้าลงทุนได้ยาก ดังนั้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในตราสารหนี้ นอกเหนือไปจากการลงทุนในหลักทรัพย์ และต้องการโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เอ็มเอฟซีจึงเปิดขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี กาญจนทรัพย์ 4 ซีรี่ส์ 2 หรือ MK4S2 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศที่ผลตอบแทนดีและมั่นคง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนได้ และลงทุนได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 เดือน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนรายย่อยที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย
กองทุนเปิด MK4S2 มีมูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะสั้นสำหรับประชาชนทั่วไป เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนที่ดี เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารทางการเงินที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือออกโดยสถาบันที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ เมื่อครบอายุกองทุน บริษัทจะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด MK4S2 และสับเปลี่ยนอัตโนมัติไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซีพันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความมั่นคงสูง ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยตราสารมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้ถือหน่วยลงทุน
ที่มา http://www.thanonline.com/index.phpoption=com_content&view=article&id=16174:mk4s2-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
คำถาม
1.ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากธนาคาร ควรเลือกลงทุนแบบใด
2.กองทุนเปิด MK4S2 มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
3.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี กาญจนทรัพย์ 4 ซีรี่ส์ 2 หรือ MK4S2 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทใด และต้องเสียภาษีหรือไม่
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ปีทองสินค้าเกษตรขี้นยกแผง
จัดทำบทความโดย นส. อณุภา จิตติพัฒนกุลชัย 5002100095
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น ขณะที่มาตรการของรัฐบาลช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรมาก ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอด คล้องกับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้น 10-20% และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยแต่จะเท่ากับสัด ส่วนของราคาสินค้าเกษตรหรือไม่ยังตอบไม่ได้เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมา คำนวณ
ปัจจุบันราคาหัวมันสำปะหลังสดพุ่งสูงสุดถึง กก.ละ 2.35 บาทแล้ว สูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันไว้ที่ กก.ละ 1.70 บาท เช่นเดียวกับราคายางพาราดิบ ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80 บาทต่อ กก.ส่วนราคาอ้อยก็ปรับเพิ่มสูงกว่าตันละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่ได้ หักลบค่าความหวานหรือซีซีเอส ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก ถึงขนาดที่ว่าชาวนากำลังจับจ้องราคาข้าวเปลือก หอมมะลิเหมือนกับดูราคาทอง ว่าเมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท เมื่อราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินชด เชยในโครงการประกันรายได้เท่ากับที่คาดการณ์ไว้ที่ 44,000 ล้านบาทแน่นอน ส่วนจะเป็นเท่าใดต้องพิจารณา ในรายละเอียดอีกครั้ง
ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 นี้ ขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2.7-3.2% และตลอดทั้งปีจะติดลบไม่ถึง 3% แน่นอน รวมทั้งการส่งออกในเดือน ต.ค.ที่ติดลบน้อยลงมากและจะกลายเป็นบวกในเดือน พ.ย. ประกอบกับการ บริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ ที่จะพุ่งสูงขึ้นมาก ในช่วงงานมอ เตอร์เอ็กซ์โป ตัวเลข การท่องเที่ยวที่พบว่าขณะนี้จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเต็มหมด โดยเฉพาะจากยุโรปที่มีมากกว่า 80%
ขณะเดียวกันแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันก็พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นมากเพราะราคา น้ำมันดิบขณะนี้ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนก็มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทกิจการห้างร้านกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 3 และต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4.
ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=36236
1. สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้เป็นไปในทิศทางใด และรัฐบาลมีมาตรการใดในการช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร
2. สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มอย่างไร
3. ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก เมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลต้องทำอย่างไร
เรื่อง ปีทองสินค้าเกษตรขี้นยกแผง
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น ขณะที่มาตรการของรัฐบาลช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรมาก ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอด คล้องกับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้น 10-20% และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยแต่จะเท่ากับสัด ส่วนของราคาสินค้าเกษตรหรือไม่ยังตอบไม่ได้เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมา คำนวณ
ปัจจุบันราคาหัวมันสำปะหลังสดพุ่งสูงสุดถึง กก.ละ 2.35 บาทแล้ว สูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันไว้ที่ กก.ละ 1.70 บาท เช่นเดียวกับราคายางพาราดิบ ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80 บาทต่อ กก.ส่วนราคาอ้อยก็ปรับเพิ่มสูงกว่าตันละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่ได้ หักลบค่าความหวานหรือซีซีเอส ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก ถึงขนาดที่ว่าชาวนากำลังจับจ้องราคาข้าวเปลือก หอมมะลิเหมือนกับดูราคาทอง ว่าเมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท เมื่อราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินชด เชยในโครงการประกันรายได้เท่ากับที่คาดการณ์ไว้ที่ 44,000 ล้านบาทแน่นอน ส่วนจะเป็นเท่าใดต้องพิจารณา ในรายละเอียดอีกครั้ง
ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 นี้ ขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2.7-3.2% และตลอดทั้งปีจะติดลบไม่ถึง 3% แน่นอน รวมทั้งการส่งออกในเดือน ต.ค.ที่ติดลบน้อยลงมากและจะกลายเป็นบวกในเดือน พ.ย. ประกอบกับการ บริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ ที่จะพุ่งสูงขึ้นมาก ในช่วงงานมอ เตอร์เอ็กซ์โป ตัวเลข การท่องเที่ยวที่พบว่าขณะนี้จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเต็มหมด โดยเฉพาะจากยุโรปที่มีมากกว่า 80%
ขณะเดียวกันแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันก็พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นมากเพราะราคา น้ำมันดิบขณะนี้ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนก็มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทกิจการห้างร้านกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 3 และต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4.
ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=36236
คำถาม
1. สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้เป็นไปในทิศทางใด และรัฐบาลมีมาตรการใดในการช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร
2. สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มอย่างไร
3. ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก เมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลต้องทำอย่างไร
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
FIF ช่องทางการลงทุน ในต่างประเทศ
จัดทำบทความโดย
นางสาว จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ เลขทะเบียน 5002100085
ในปัจจุบันกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) ถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางในการลงทุนที่นักลงทุนให้ความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากกองทุน FIF
เป็นการเปิดโอกาสให้เงินลงทุนของเราสามารถโกอินเตอร์ไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยมีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการลงทุน ซึ่งทำให้เราสามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีความหลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีการเสนอขายอยู่ในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของเรา สำหรับขนาดกองทุน FIF นั้น ณ เดือนพ.ย. 2552 มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 5.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 30.77% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด
สำหรับรูปแบบการบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ
1.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริหารกองทุนด้วยตนเอง โดยนำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ แล้วแต่จะกำหนด เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำ หรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การบริหารกองในรูปแบบนี้ในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ที่สินค้าทางการเงินที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จึงยังไม่ครอบคลุมไปถึงการลงทุนโดยตรงในสินค้าอื่นอีกหลายประเภท เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำและน้ำมัน เป็นต้น
2.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ อีกทอดหนึ่ง (ลักษณะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ) ซึ่งการลงทุนในรูปแบบนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการลงทุนในต่างประเทศมีการกระจายความเสี่ยงไปในสินค้าทางการเงินอื่นๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยบลจ. สามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ แบบ Fund of Funds และ แบบ Feeder Fund
กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Fund of Funds) เป็นการนำเงินไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันหรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ เช่น กองทุนรวม FIF A ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็อาจนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม B ซึ่งเป็นกองหุ้นของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับกองทุนหุ้น C ของประเทศบาห์เรน เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ บลจ.ของไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่ก.ล.ต. กำหนด
กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว (Feeder Fund) ซึ่งเรียกว่า Master Fund เช่น กองทุนรวม FIF X ไปลงทุนในกองทุนรวม Y ที่จัดตั้งในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนรวม Y จะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแลและบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78871
คำถามท้ายบทความ
1 การบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งออกเป็นกี่แบบ
2 กองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ อยู่ภายใต้เกณฑ์ใดที่กำหนด
3 เพราะอะไรนักลงทุนจึงนิยมลงทุนในกองทุน FIF
นางสาว จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ เลขทะเบียน 5002100085
ในปัจจุบันกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) ถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางในการลงทุนที่นักลงทุนให้ความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากกองทุน FIF
เป็นการเปิดโอกาสให้เงินลงทุนของเราสามารถโกอินเตอร์ไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยมีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการลงทุน ซึ่งทำให้เราสามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีความหลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีการเสนอขายอยู่ในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของเรา สำหรับขนาดกองทุน FIF นั้น ณ เดือนพ.ย. 2552 มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 5.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 30.77% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด
สำหรับรูปแบบการบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ
1.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริหารกองทุนด้วยตนเอง โดยนำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ แล้วแต่จะกำหนด เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำ หรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การบริหารกองในรูปแบบนี้ในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ที่สินค้าทางการเงินที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จึงยังไม่ครอบคลุมไปถึงการลงทุนโดยตรงในสินค้าอื่นอีกหลายประเภท เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำและน้ำมัน เป็นต้น
2.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ อีกทอดหนึ่ง (ลักษณะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ) ซึ่งการลงทุนในรูปแบบนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการลงทุนในต่างประเทศมีการกระจายความเสี่ยงไปในสินค้าทางการเงินอื่นๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยบลจ. สามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ แบบ Fund of Funds และ แบบ Feeder Fund
กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Fund of Funds) เป็นการนำเงินไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันหรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ เช่น กองทุนรวม FIF A ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็อาจนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม B ซึ่งเป็นกองหุ้นของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับกองทุนหุ้น C ของประเทศบาห์เรน เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ บลจ.ของไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่ก.ล.ต. กำหนด
กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว (Feeder Fund) ซึ่งเรียกว่า Master Fund เช่น กองทุนรวม FIF X ไปลงทุนในกองทุนรวม Y ที่จัดตั้งในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนรวม Y จะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแลและบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78871
คำถามท้ายบทความ
1 การบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งออกเป็นกี่แบบ
2 กองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ อยู่ภายใต้เกณฑ์ใดที่กำหนด
3 เพราะอะไรนักลงทุนจึงนิยมลงทุนในกองทุน FIF
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)