วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ส่งออกพุ่งออเดอร์ท่วม เป้าขายรถปีเสืออีซูซุ ทะลัก 1.3 แสนคัน

จัดทำบทความโดย น.ส.จุฑาภรณ์ แซ่ปึง 5002100006

เจ้าพ่อตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ เผยตลาดรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อในไทยในปีนี้ จะทะลักไม่ต่ำกว่า 600,000 คัน เพิ่มมากกว่าปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 9% โดยรถอีซูซุจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 130,000 คัน... นายฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด เจ้าพ่อตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อในไทยในปีนี้ จะทะลักไม่ต่ำกว่า 600,000 คัน เพิ่มมากกว่าปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 9% โดยรถอีซูซุจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 130,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 17% ในจำนวน 130,000 คันดังกล่าวจะเป็นยอดขายของรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ ไม่ต่ำกว่า 120,000 คัน เพิ่มขึ้น 16% ขณะเดียวกัน ยังมั่นใจว่ายอดส่งออกรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ จากฐานผลิตไทยไปทั่วโลก (ยกเว้นตลาดอเมริกาเหนือ) จะทำได้ถึง 100,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 66%"เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจของไทยได้ทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ราคาสินค้าเกษตรได้เพิ่มสูงขึ้น อาทิ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง เป็นต้น ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็สัมฤทธิผล ช่วยปลุกกำลังซื้อให้กระเตื้องขึ้น ที่สำคัญ จากการที่เศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ได้ทำให้สถาบันการเงินได้ลุยอัดฉีดปล่อยสินเชื่อการซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น โดยได้ผ่อนคลายมาตรการการคุมเข้มเรื่องสินเชื่อ ทำให้ตลาดรถยนต์ โดย เฉพาะตลาดรถกระบะได้กลับมาฟื้นตัว มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี แม้ว่าปีนี้จะมีปัจจัยบวกสารพัดที่ช่วยกระตุ้นตลาดรถ แต่ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยลบอยู่บ้าง เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งหากผันผวนและถีบตัวสูงขึ้นก็จะส่งผลต่อตลาดรถ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่เป็นห่วง ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศคงต้องเฝ้าติดตามมองอย่างใกล้ชิด"นายนาคางาวะกล่าวว่า ขณะเดียวกัน จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้ภาคส่งออกกระเตื้องขึ้น อย่างเช่น การส่งออกรถกระบะอีซูซุในปีนี้ก็มีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่อง พร้อมกันนี้บริษัทยังมีแผนจะเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกหลายประเทศ อาทิ ช่วงนี้ได้เปิดตลาดที่กัมพูชา ซึ่งทำให้รถกระบะอีซูซุจากไทยได้ลุยส่งออกไปทั่วอาเซียนแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้เปิดตลาดในมาเลเซีย เวียดนาม พม่า ลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้ว ขณะเดียวกัน ยังจะเพิ่มการเจาะตลาดยุโรปตะวันออกมากขึ้น เพราะมี แนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยปีนี้จะไปเปิดตลาดที่เช็ก และสโลวัก ขณะที่ก่อนหน้านี้ได้ส่งออกในบางประเทศของกลุ่มยุโรปตะวันออกแล้ว เช่น โรมาเนีย โปแลนด์ บัลแกเรีย และออสเตรีย เป็นต้น สำหรับตลาดส่งออกที่มีศักยภาพของรถกระบะอีซูซุในขณะนี้ นอก จากเป็นที่ตะวันออกกลาง ยุโรป อาเซียนแล้ว ยังมี ออสเตรเลียที่มีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ดี"ปีนี้ตลาดรถกระบะในไทยยังคงขยายตัวที่ดี ไม่ได้เป็นตลาดขาลงอย่างที่บางบริษัทรถยนต์คาดการณ์ เพราะรถกระบะยังคงเป็นรถที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย ดังนั้น ยิ่งเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาพืชผลก็ดีขึ้น และสถาบันการ เงินไม่ออกมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ ก็ย่อมจะทำให้ตลาดรถกระบะขยายตัวต่อเนื่อง ดูได้จากตลาดรถกระบะในปีที่แล้ว ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วมี กำลังซื้อเข้ามาต่อเนื่อง แต่จากการที่เกิดวิกฤติการ เงินไปทั่วโลก ทำให้ช่วงครึ่งปีแรก สถาบันการเงินได้คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ ทำให้ลูกค้าที่จะซื้อรถกระบะจำนวนมากมีปัญหาที่สถาบันการเงินไม่ อนุมัติ เพราะไม่มีหลักฐานการเงินที่ประจำแน่นอน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร พ่อค้า แม่ค้า ซึ่ง ต่างจากลูกค้ากลุ่มรถเก๋งที่ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานที่มีรายได้ประจำที่แน่นอน จึงขอสินเชื่อได้ แต่เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจได้คลี่คลาย ทำให้สถาบันการเงินได้ ผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อรถยนต์มากขึ้น ส่งผลให้ ตลาดรถกระบะตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังได้กลับมาคึกคักและยังมีแรงส่งต่อเนื่องถึงปีนี้".


ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/62304

คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจ
2.ก่อนหน้านี้รถกระบะอีซูซุจากไทย ได้ส่งออกไปทั่วอาเซียน และได้เปิดตลาดในประเทศใดบ้าง
3.ทำไมลูกค้าที่จะซื้อรถกระบะจำนวนมากมีปัญหา ที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติ

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

บีโอไอดิ้นดึงต่างชาติลงทุน

จัดทำบทความโดย นส. อณุภา จิตติพัฒนกุลชัย 5002100095

เรื่อง บีโอไอดิ้นดึงต่างชาติลงทุน

สั่งวางนโยบายรับการลงทุนยั่งยืน ยกระดับประเทศสู่เทคโนฯขั้นสูง

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบีโอไอ เห็นชอบให้ดำเนิน “นโยบายลงทุนที่ยั่งยืน” โดยสั่งการให้บีโอไอเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการให้ชัดเจนที่จะส่งเสริมการลงทุนให้นำไปสู่การพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยที่ประชุมได้พิจารณาปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจของไทย และศักยภาพของประเทศไทย โดยเห็นว่าไทยควรใช้โอกาสจากวิกฤติครั้งนี้เพื่อปรับทิศทางไปสู่การพัฒนา ประเทศที่มีความยั่งยืนมากขึ้น เน้นสร้างความเติบโตแบบสมดุลทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรม ฐานความรู้ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น และให้ความ สำคัญกับการสร้างสรรค์มูลค่าทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้มาตรการเบื้องต้นจะเน้นการทบทวนและปรับปรุงมาตรการเดิมที่มีอยู่ แต่ยังสำคัญต่อการสร้างการลงทุนที่ยั่งยืน เช่น นโยบายแห่งการลงทุน ปี 51-52 โดยอาจพิจารณาให้เฉพาะประเภทกิจการที่มีความสำคัญต่อการ สร้างการลงทุนที่ยั่ง ยืน รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และมาตร การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ บีโอไอจะดำเนินการศึกษาและจัดทำรายละเอียดของมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ๆ ที่นำไปสู่การสร้างการลงทุนที่ยั่งยืน เช่น มาตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ มาตรการสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และมาตรการสร้างฐานอุตสาหกรรมและบริการจากความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นไทย
นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อผลักดันให้ไทยเป็น ประเทศไวท์ คันทรีหรือประเทศที่มีกระบวนการควบคุมการนำเข้าและส่งออกสินค้าอย่างโปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกเพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องจักรและ อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีสูงซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนโดย มีนายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นประธาน

นอกจากนี้ที่ประชุมยังอนุมัติให้ส่งเสริมการลงทุน 8 โครงการ มูลค่า 18,834 ล้านบาท มั่นใจว่าตลอดทั้งปี 53 จะมียอดส่งเสริมการลงทุน 5 แสนล้านบาท แม้ว่าจะน้อยกว่าปี 52 ที่มียอดส่งเสริมการลงทุน 7.23 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายและสูงกว่าปี 51 ที่มียอดส่งเสริมเพียง 4.32 แสนล้านบาท หรือสูงกว่า 67% ก็ตามแต่ บีโอไอได้เน้นโครงการที่มีความยั่งยืน

ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=44920

คำถาม
1. จากปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน และไทยควรใช้โอกาสจากวิกฤติครั้งนี้เพื่อปรับทิศทางไปสู่การพัฒนา ประเทศที่มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยเน้นอะไร
2. มาตรการใดส่งเสริมการลงทุนใหม่ ๆ ที่นำไปสู่การสร้างการลงทุนที่ยั่งยืน
3.มีการอนุมัติให้ส่งเสริมการลงทุนกี่โครงการ และมีมูลค่าเท่าใด

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

ห่วงสัญญาณฟองสบู่

จัดทำบทความโดย น.ส. จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ 5002100085
เรื่อง ห่วงสัญญาณฟองสบู่
กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% เนื่องจากมองว่าแม้เศรษฐกิจขณะนี้จะปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยการบริโภคภาคเอกชนในหมวดรถยนต์ รายได้จากการท่องเที่ยว การเกษตร และการส่งออก แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวานนอกจากนั้น กนง.มองว่าเงินเฟ้อยังต่ำ แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นนั้น ดังนั้นการเลือกคงระดับอัตราดอกเบี้ยให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จากนั้นค่อยพิจารณาปรับดอกเบี้ยก็ยังไม่สาย
“ถ้าเราถอนแรงกระตุ้นเร็วเกินไป ก็อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดไม่ต่อเนื่อง แต่ถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูง ก็อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ อันตรายต่อเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยแท้จริงยังติดลบเราต้องจับตาเรื่องนี้ใกล้ชิดขึ้น แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักดู แล้วค่อยๆ ทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้น” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินในปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้ว ที่เศรษฐกิจตกต่ำในรอบ 60-70 ปี การดำเนินนโยบายของไทยก็มุ่งบรรเทาผลกระทบ เพื่อฟื้นฟูไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำ ให้สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาการทำมาตรการทางการเงินและการคลัง ก็ทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นได้เร็วกว่าที่คาด
สำหรับปีนี้การดำเนินนโยบายการเงินจะมุ่งเน้นดูแลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ให้ฟื้นตัวได้ยั่งยืน โดยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาครัฐทยอยถอนนโยบายในการกระตุ้นลง แต่ในการถอนก็ต้องไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่กนง.อาจมีความเห็นให้ดอกเบี้ยขึ้นเร็วหรือช้ากว่าที่ตลาดคาดก็ได้
ขณะที่ธนาคารกลางจีน มีนโยบายการเงินเพิ่มความเข้ม สั่งให้ธนาคารเพิ่มทุนสำรองจากเกณฑ์ปกติอีก 0.5% เพื่อลดสภาพคล่องส่วนเกินในระบบลดลง ให้เศรษฐกิจเข้าสู่สมดุลเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดฟองสบู่ และลดการปล่อยกู้นั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.ได้มีการหารือกันบ้าง และได้นำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาด้วย แต่ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ธปท.ออกนโยบายแบบจีน หรือปรับดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือไม่ ต้องดูให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวว่า เท่าที่ดูขณะนี้ไทยยังไม่จำเป็นต้องรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ในระยะต่อไปก็ต้องพิจารณาด้วย เพราะถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานไป ก็อาจทำให้มีการคาดการณ์เงินเฟ้อข้างหน้าสูงขึ้นได้
ทั้งนี้ โดยการพิจารณาปรับดอกเบี้ยหรือไม่ กนง.จะพิจารณาจากปัจจัย 3 ด้านหลัก คือ 1.เพื่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคาหรืออัตราเงินเฟ้อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นในระยะข้างหน้าจะเปลี่ยนดอกเบี้ยก็ต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย และ 3.ถึงจะมี 2 ปัจจัยข้างต้นแล้ว แต่หากปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำนานๆ ในภาวะที่สภาพคล่องสูงมาก ก็อาจทำให้เกิดฟองสบู่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นต้องประเมินเศรษฐกิจเป็นระยะ เพื่อพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้สมดุลกับสถานการณ์ปกติด้วย
ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ในส่วนของภาวะเงินทุนไหลเข้าปีนี้ที่กนง.มองว่าจะมีความผันผวนมากขึ้น และมีแนวโน้มที่เงินทุนจะไหลเข้ามามากขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าห่วง เพราะหากพิจารณาจากปัจจัยของเศรษฐกิจไทยก็ต้องยอมรับว่า มีทั้งปัจจัยที่เอื้อให้เงินทุนไหลเข้ามาเพิ่ม และมีปัจจัยที่ไม่เอื้อด้วย ซึ่งหากดูจากปริมาณเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาในตลาดหุ้นของประเทศในภูมิภาค 6 ประเทศ ที่มีเข้ามาประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา มีไหลเข้ามาในไทยประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และการตัดสินใจไหลเข้ามาต้องดูปัจจัย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมืองด้วย

ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=85228
คำถาม
1. กนง.มีมติคงดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์
2. สาเหตุใดที่ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกและมีนโยบายแก้ไขอย่างไร
3. การพิจารณาว่าจะปรับดอกเบี้ยหรือไม่กนง.จะตอ้งพิจารณาด้านใดบ้าง

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

เก็บก่อนใช้..เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้อย่างมีสติ

จัดทำบทความโดย ชื่อ นางสาวกมลชนก บัญชาดิฐ เลขทะเบียน 5002100296

เรื่อง เก็บก่อนใช้..เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้อย่างมีสติ

"สุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล" ผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจบัตรเครดิต แห่งเคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย
เพราะเมื่อไหร่ที่มีรายได้เข้ามา สุวัฒน์บอกว่า ต้องเริ่มจาก "คิดให้เป็นสเต็ป ควรเก็บ…ก่อนใช้" เพราะปกติมนุษย์เงินเดือน พอได้เงินเดือนมาช่วงสิ้นเดือน ก่อนเงินจะถึงมือเรา เราได้เสียค่าใช้จ่ายส่วนแรกไปแล้วนั่นก็คือ ภาษี ดังนั้น พอได้เงินส่วนที่เหลือหลังหักภาษีมา ควรกันส่วนเงินที่ตั้งใจในแต่ละเดือนออกเลยเพื่อการออมหรือการลงทุน
จากนั้น "เหลือเท่าไหร่…แล้วค่อยใช้อย่างมีสติ" เขาอธิบายว่า หลังจากที่กันเงินออมหรือเงินลงทุนประจำเดือนออกไปแล้ว ควรจะตั้งสติว่าควรจะใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่ได้ครบตลอดทั้งเดือน และควรมีเงินบางส่วน กันไว้ใช้ในยามฉุกเฉินในสิ่งที่เราคาดไม่ถึง ค่าใช้จ่ายที่ควรใช้ควรใช้สติ ควรจะท่องคาถาถามตัวเองว่ารายจ่ายนี้ “จำเป็นหรือไม่” ถ้าเป็นไปได้ควรทำโดยทำตารางรายรับ-รายจ่าย ทุกวัน เพราะทุกครั้งที่ลงรายจ่าย สติจะกลับเข้าร่างทันที และในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น ควรเรียงลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่ายว่ารายเดือนควรจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และ รายปีจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จะได้วางแผนในการแบ่งส่วนของค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ
"คิดให้ฉลาด…หาโอกาสการลงทุนที่มากกว่าฝากธนาคาร" นั่นเป็นสเต็ปถัดมาของสุวัฒน์ เขาบอกว่า การลงทุนมีอยู่หลากหลายวิธีมากมาย ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันดอกเบี้ยออมทรัพย์ธนาคารอยู่ที่ประมาณ 0.5% ดอกเบี้ยฝากประจำอยู่ที่ประมาณ 1-2% ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะเก็บเงินรายเดือนอยู่แล้ว ให้เปลี่ยนจากการฝากประจำรายเดือนทุกเดือน เป็น “การตัดบัญชีซื้อกองทุน LTF รายเดือนแทน” เพราะจะเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนในจำนวนที่มนุษย์เงินเดือนแต่ละคนต้องเสียภาษี ซึ่งถ้านำเงินก้อนนี้ไปฝากธนาคารก็จะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่านี้แน่นอน ตอนนี้ถ้าเป็นการลงทุนระยะสั้นก็มีการซื้อกองทุน LTF และปล่อยบ้านและคอนโดให้เช่า ส่วนถ้าเป็นการลงทุนและออมระยะยาวก็มีการทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หลักๆ แล้วผมว่าเราควรหาวิธีให้เงินทำงานแทนเรา ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีแรงที่จะทำงาน เงินที่เราลงทุนไป ยังทำงานแทนเราได้ "
ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ถือเป็นช่วงที่ดีของการลงทุน เพราะการลงทุนในส่วนต่างๆ จะมีต้นทุนของการลงทุนที่ลดลง เช่นราคาต่อหุ้นลดลง มูลค่าต่อหน่วยของกองทุนรวมก็ลดลง ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง ฯลฯ ดังนั้น ควรใช้เงินให้ทำงาน พอถึงช่วงเศรษฐกิจพื้นตัว การลงทุนต่างๆ ที่ลงไปจะเพิ่มพูนมูลค่ามากขึ้น
"แต่การลงทุนนั้นก็ควรทำอย่างมีสติ คือควรจัดการกระแสเงินสดของเราให้เพียงพอมีสภาพคล่อง เพียงพอใช้ในชีวิตที่พอเพียง ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ควรใช้เหตุผลนำอารมณ์ มากกว่าใช้อารมณ์นำเหตุผล ทางที่ดีควรจะพอเพียง หมายถึง “เพียงพอ & ความสุข” พอใจในสิ่งที่เป็น พอใจในสิ่งที่มี หมั่นสร้างความสุข ความรัก และรอยยิ้มกับคนที่เรารักจากใจของเราเอง ความสุขที่ยั่งยืนเกิดขึ้นจากใจ ไม่ใช่เกิดจากส่วนประกอบที่มาแต่งเติมชีวิตให้ดูดี
เขาบอกว่า วิธีง่ายๆ ที่จะเช็คสุขภาพทางการเงินของตัวเองคือ จะมองในมุมของกระแสเงินสด หรือ เงินสดที่เก็บยังมีพร้อมใช้เมื่อวิกฤติมาถึง โดยให้พิจารณาว่าค่าใช้จ่ายประจำรายเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ อย่างน้อยเงินสดที่เก็บควรจะมีจำนวนอย่างน้อย 6 เท่าหรือมากกว่าเพื่อสร้างความพร้อมและการตั้งรับที่ดีในช่วงที่วิกฤติมาถึง
เขาไม่ค่อยแน่ใจว่าปัจจุบันคนไทยมีการวางแผนเงินมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นไปได้อยากให้คนไทยมองเรื่อง “ใช้เงินทำงาน” เพื่อสร้างมูลค่าให้มากขึ้นมากกว่าการมองแค่ “ใช้งานทำเงิน” และมีการใช้จ่ายที่เกินตัว "คนที่วางแผนการเงินกับคนที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยนั้น ถ้าเปรียบคน 2 ประเภทนี้เป็นเหมือนสุขภาพร่างกายของเรา คนที่มีการวางแผนการเงิน คือ คนที่หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ และคนที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยก็เปรียบเหมือนคนที่อยู่ไปวันๆ กินๆ นอนๆ ใช้ร่างกายอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อโรคร้ายมาถึงคน 2 ประเภทนี้ ความพร้อมของสุขภาพที่จะต่อต้านโรคร้ายนี้ก็มีไม่เท่ากัน คนที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยพร้อมที่จะล้มได้ทุกๆ วินาที ในขณะนี้คนที่วางแผนการเงินอาจจะไม่สะท้านกับโรคร้ายนี้เลย "
สุวัฒน์บอกว่า “เป้าหมายในชีวิตของเขาไม่จำเป็นต้องร่ำรวยล้นฟ้า ขอแค่มีความสุขกับชีวิตและคนที่เรารัก ก็เพียงพอแล้ว”

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com วันที่ 3 มกราคม 2553 04:00

คำถาม
1. เมื่อจะนำเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายมาลงทุน ควรลงทุนวิธีใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการเงินสูงสุด
2. ในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ควรลงทุนหรือไม่ เพราะเหตุใด
3. การเช็คความสุขทางการเงินง่ายๆ คือ การมีเงินสดเก็บไว้เท่าไหร่ เพื่อสร้างความพร้อมและตั่งรับที่ดีในช่วงที่วิกฤติมาถึง

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เอ็มเอฟซีออกMK4S2 ลุยตราสารหนี้ในประเทศ

จัดทำบทความโดย นส.จุฑาภรณ์ แซ่ปึง 5002100006

เรื่อง เอ็มเอฟซีออกMK4S2 ลุยตราสารหนี้ในประเทศ

นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังผันผวน ซึ่งเป็นจังหวะที่จะเข้าลงทุนได้ยาก ดังนั้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในตราสารหนี้ นอกเหนือไปจากการลงทุนในหลักทรัพย์ และต้องการโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เอ็มเอฟซีจึงเปิดขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี กาญจนทรัพย์ 4 ซีรี่ส์ 2 หรือ MK4S2 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศที่ผลตอบแทนดีและมั่นคง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนได้ และลงทุนได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 เดือน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนรายย่อยที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

กองทุนเปิด MK4S2 มีมูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะสั้นสำหรับประชาชนทั่วไป เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนที่ดี เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารทางการเงินที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือออกโดยสถาบันที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ เมื่อครบอายุกองทุน บริษัทจะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด MK4S2 และสับเปลี่ยนอัตโนมัติไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซีพันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความมั่นคงสูง ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยตราสารมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้ถือหน่วยลงทุน

ที่มา http://www.thanonline.com/index.phpoption=com_content&view=article&id=16174:mk4s2-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524

คำถาม

1.ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากธนาคาร ควรเลือกลงทุนแบบใด
2.กองทุนเปิด MK4S2 มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
3.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี กาญจนทรัพย์ 4 ซีรี่ส์ 2 หรือ MK4S2 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทใด และต้องเสียภาษีหรือไม่

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปีทองสินค้าเกษตรขี้นยกแผง

จัดทำบทความโดย นส. อณุภา จิตติพัฒนกุลชัย 5002100095



เรื่อง ปีทองสินค้าเกษตรขี้นยกแผง


นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น ขณะที่มาตรการของรัฐบาลช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรมาก ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอด คล้องกับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้น 10-20% และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยแต่จะเท่ากับสัด ส่วนของราคาสินค้าเกษตรหรือไม่ยังตอบไม่ได้เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องนำมา คำนวณ

ปัจจุบันราคาหัวมันสำปะหลังสดพุ่งสูงสุดถึง กก.ละ 2.35 บาทแล้ว สูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันไว้ที่ กก.ละ 1.70 บาท เช่นเดียวกับราคายางพาราดิบ ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80 บาทต่อ กก.ส่วนราคาอ้อยก็ปรับเพิ่มสูงกว่าตันละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่ได้ หักลบค่าความหวานหรือซีซีเอส ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก ถึงขนาดที่ว่าชาวนากำลังจับจ้องราคาข้าวเปลือก หอมมะลิเหมือนกับดูราคาทอง ว่าเมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท เมื่อราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินชด เชยในโครงการประกันรายได้เท่ากับที่คาดการณ์ไว้ที่ 44,000 ล้านบาทแน่นอน ส่วนจะเป็นเท่าใดต้องพิจารณา ในรายละเอียดอีกครั้ง

ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 นี้ ขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2.7-3.2% และตลอดทั้งปีจะติดลบไม่ถึง 3% แน่นอน รวมทั้งการส่งออกในเดือน ต.ค.ที่ติดลบน้อยลงมากและจะกลายเป็นบวกในเดือน พ.ย. ประกอบกับการ บริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ ที่จะพุ่งสูงขึ้นมาก ในช่วงงานมอ เตอร์เอ็กซ์โป ตัวเลข การท่องเที่ยวที่พบว่าขณะนี้จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเต็มหมด โดยเฉพาะจากยุโรปที่มีมากกว่า 80%

ขณะเดียวกันแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันก็พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นมากเพราะราคา น้ำมันดิบขณะนี้ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนก็มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทกิจการห้างร้านกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 3 และต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4.


ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=36236




คำถาม


1. สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้เป็นไปในทิศทางใด และรัฐบาลมีมาตรการใดในการช่วยสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร

2. สศช.คาดการณ์ว่าในปี 53 ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และทำให้รายได้ของเกษตรกรมีแนวโน้มอย่างไร

3. ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าก็มีราคาสูงกว่าราคาประกันมาก เมื่อใดราคาข้าวหอมมะลิจะเข้าใกล้ที่ตันละ 20,000 บาท ราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้นมากเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลต้องทำอย่างไร

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

FIF ช่องทางการลงทุน ในต่างประเทศ

จัดทำบทความโดย

นางสาว จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ เลขทะเบียน 5002100085

ในปัจจุบันกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) ถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางในการลงทุนที่นักลงทุนให้ความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากกองทุน FIF
เป็นการเปิดโอกาสให้เงินลงทุนของเราสามารถโกอินเตอร์ไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยมีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการลงทุน ซึ่งทำให้เราสามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีความหลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีการเสนอขายอยู่ในประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนของเรา สำหรับขนาดกองทุน FIF นั้น ณ เดือนพ.ย. 2552 มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 5.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 30.77% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด
สำหรับรูปแบบการบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ
1.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริหารกองทุนด้วยตนเอง โดยนำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ แล้วแต่จะกำหนด เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำ หรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การบริหารกองในรูปแบบนี้ในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ที่สินค้าทางการเงินที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จึงยังไม่ครอบคลุมไปถึงการลงทุนโดยตรงในสินค้าอื่นอีกหลายประเภท เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำและน้ำมัน เป็นต้น
2.แบบที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ อีกทอดหนึ่ง (ลักษณะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ) ซึ่งการลงทุนในรูปแบบนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการลงทุนในต่างประเทศมีการกระจายความเสี่ยงไปในสินค้าทางการเงินอื่นๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยบลจ. สามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ แบบ Fund of Funds และ แบบ Feeder Fund
กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Fund of Funds) เป็นการนำเงินไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันหรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ เช่น กองทุนรวม FIF A ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็อาจนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม B ซึ่งเป็นกองหุ้นของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับกองทุนหุ้น C ของประเทศบาห์เรน เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ บลจ.ของไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่ก.ล.ต. กำหนด
กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว (Feeder Fund) ซึ่งเรียกว่า Master Fund เช่น กองทุนรวม FIF X ไปลงทุนในกองทุนรวม Y ที่จัดตั้งในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนรวม Y จะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแลและบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=78871
คำถามท้ายบทความ
1 การบริหารกองทุน FIF นั้นแบ่งออกเป็นกี่แบบ
2 กองทุนรวมแบบ Fund of Funds นี้ อยู่ภายใต้เกณฑ์ใดที่กำหนด
3 เพราะอะไรนักลงทุนจึงนิยมลงทุนในกองทุน FIF